ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ ก้าน แก้วสุพรรณ ขอร่วมไว้อาลัยในการจากไปของท่าน  (อ่าน 5142 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

         ดาวดังเริ่มดับไปทีละดวง  ล่าสุด  ก้าน  แก้วสุพรรณ  ขุนพลเพลงลูกทุ่งชาวจังหวัดสุพรรณบุรี  ผู้ที่นำเอาจังหวัด
มาใช้เป็นนามสกุลคนแรกของนักร้องลูกทุ่ง เจ้าของเสียงเพลงที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวไร่ชาวนามากที่สุดคนหนึ่ง
ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบเมื่อวานนี้ เวลา 05.30 น. โดยประมาณ  ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ วัดไร่ขิง

                                            ประวัติ ก้าน  แก้วสุพรรณ
       ก้าน  แก้วสุพรรณ   ชื่อจริง  “มงคล  หอมระรื่น”    เกิดเมื่อ 5 สิงหาคม พ.ศ.2482 ที่ตำบลสามชุก  อำเภอสามชุก
จังหวัดสุพรรณบุรี คุณพ่อชื่อ “ใหม่”  คุณแม่ชื่อ “สวง” หอมระรื่น  พ่อเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี  แต่แม่เป็นคนนครชัยศรี
มีพี่น้อง 2 คน เป็นคนเล็ก  พ่อแม่มีอาชีพทำนา  ฐานะทางครอบครัวค่อนข้างจะยากจน  หาเช้ากินค่ำ  แต่พ่อแม่ก็พร่ำสอน
อยู่เสมอว่า  ถึงจะยากจน แต่ขอให้ “เป็นคนดี”  ส่วนคุณทวดก็เคยสั่งไว้ก่อนจะเสียชีวิตว่า  เอ็งเป็นผู้ชาย ขอให้บวชเสียก่อน
จะเบียดนะหลาน
       ด้วยฐานะทางบ้านยากจน  ชีวิตในวัยเด็กของมงคล  หอมระรื่น จึงต้องเป็นเด็กวัดอยู่กับหลวงพ่อกริ่ง หรือพระครูสุนทรานุกิจ
แห่งวัดสามชุก  ในขณะเป็นเด็กวัดก็ได้เรียนหนังสือจนจบชั้น ป.4  ที่โรงเรียนวัดสามชุก  หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เรียนต่อ  จนจบ
ชั้น ม.6 ที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย โรงเรียนเดียวกับที่สุรพล  สมบัติเจริญ เรียน เมื่อเรียนจบ ยังไม่มีงานทำ จึงไปเป็นนักมวยอยู่
กับคณะ “สิงห์มรกต” ของครูอุ้ย  ที่อำเภอท่าช้าง  ชกมวยอยู่พักหนึ่ง แพ้บ้างชนะบ้าง วันหนึ่ง หลวงกริ่งถามลูกศิษย์ที่อาศัยอยู่กับ
หลวงพ่อว่า  ใครประสงค์จะบวชบ้าง  มงคล  หอมระรื่น นึกถึงคำของทวดที่เคยสั่งไว้ก่อนตาย อยากจะทดแทนบุญของท่าน  จึงยก
มือขึ้นบอกกับหลวงพ่อว่า “ผมขอบวชครับ” แล้ว มงคล  หอมระรื่น ก็บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสามชุก  ตั้งใจจะบวชสัก 1 พรรษา 
แต่หลวงพ่อท่านเคร่งครัดมาก พระเณรทุกรูปต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย สามเณรมงคลจึงต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพระธรรมวินัย 
โดยเก็บเรื่องร้องเพลงและเรื่องชกมวยเอาไว้ก่อน  บวชเรียนอยู่กับหลวงพ่อกริ่งที่วัดสามชุกได้ 4 พรรษา สอบได้นักธรรมโท  หลัง
จากนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดปรินายก แถวผ่านฟ้า กรุงเทพฯ  สอบได้นักธรรมเอก ที่วัดปรินายก 
          ชีวิตในเมืองหลวง ช่างมากไปด้วย แสง สี เสียง รวมถึง รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งสวย ๆ งาม ๆ ที่คอยยั่วยุอารมณ์ความรู้สึกของ
ผู้คน  แม้กระทั้งนักบวช “มงคล  หอมระรื่น”  ก็หลีกไม่พ้นสิ่งเหล่านี้  เสียงเพลงของนักร้องรุ่นพี่อย่าง “คำรณ  สัมปุณณานนท์”
“เบญจมินทร์”  หรือแม้กระ “สุรพล  สมบัติเจริญ” คนจังหวัดเดียวกัน ก็เริ่มเข้ามาเป็นนักร้อง เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากจะเป็น
นักร้องที่มีชื่อเสียงอย่างรุ่นพี่  จึงได้ตัดสินใจลาสิกขาออกไปเผชิญชะตาในทางโลก  เพื่อเดินตามทางที่ตัวเองใฝ่ฝัน
         พอสึกจากพระก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน จึงตัดสินใจเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดปรินายกต่อ  ชีวิตของคนที่เคยบวชเรียนมาแล้ว มักคิด,ทำ
อะไร ด้วยความรอบคอบ  ขยันหมั่นเพียร ไม่หลงเดินไปในทางที่ผิด  ทิดมงคล  หอมระรื่น ก็เช่นกัน  เมื่อการเป็นนักร้องที่ตัวเองใฝ่ฝัน
ยังไม่เปิดโอกาส  ก็หางานอื่นทำไปก่อนเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงไปสมัครเป็นกระเป๋ารถเมล์ของบริษัทศรีนคร สาย 5  วิ่งระหว่าง
พาหุรัด - บางซื่อ   ยามว่างก็ไปเรียนพิมพ์ดีดเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ที่วัดแก้วฟ้า  และถ้าวัดไหนมีการประกวดร้องเพลงก็จะไป
ประกวดกับเขาเป็นประจำ  ไม่ว่าจะเป็น วัดใต้,  วัดเวฬุราชิน วัดอินทร์บางขุนพรหม  ส่วนมากจะร้องเพลงของคำรณ  สัมบุณนานนท์ 
           :SKJ_1_86:เส้นทางการเข้าเป็นนักร้อง  ในช่วงที่ร้องเพลงประกวดงานวัด ก็ได้รู้จักกับ “วินัย  แก้วส่งศรี”  นักร้องดังในยุคนั้น 
วินัยเห็นว่าเด็กคนนี้ใช้ได้  เสียงดี  จึงพาไปหา “คำรณ  สัมบุณนานนท์” นักร้องแนวชีวิต หรือพระเอกลูกทุ่ง ที่กำลังมีชื่อเสียงหอมฟุ้ง
ในขณะนั้น  คำรณให้มงคลร้องเพลงให้ฟัง พอร้องจบก็บอกกับวินัยว่า “มันร้องออกจมูก  เสียงอย่างนี้อีก 10 ปีก็ไม่ดัง”  ได้ฟังคำสบ
ประมาทดังนั้น อารมณ์นักมวยเก่าก็จี๊ดขึ้นสมอง แต่ตัวเองผ่านการบวชเรียนมาหลายปี ก็รู้จักระงับยับยั้ง  จึงชวนวินัย แก้วส่งศรีกลับ 
มุมานะอดทน ฝึกฝน เพื่อที่จะลบคำสบประมาท  เป็นนักร้องดังให้ได้   
            ในช่วงนั้น ครู ป.  ชื่นประโยชน์  กำลังรับสมัครนักร้อง วินัยก็พาไปสมัคร เมื่อครู ป. ดูตัวแล้วบอกให้เขียนที่อยู่ทิ้งไว้ แล้วจะ
เรียกไปทีหลัง  จากนั้นก็กลับไปพักอยู่ที่วัดปรินายก  อีกครึ่งเดือนต่อมา ครู ป. ก็มีหนังสือเรียกตัวให้ไปพบ มงคล  หอมระรื่น ดีใจมาก
ความหวังรออยู่ข้างหน้า  เมื่อไปถึง ครู ป. ก็สอบถามประวัติความเป็นมา  หลังจากเล่าเรื่องของตัวเองให้ครู ป. ฟังจนละเอียดแล้ว ครูก็
ให้พักอยู่ที่บ้านเสียเลย หลังจากเรียนรู้เรื่อง โน้ตเพลง เรื่องการร้องเพลงจนชำนาญแล้ว ครู ป. ชื่นประโยชน์  ก็แต่งเพลงให้ร้องบันทึกเสียง
ครั้งแรกในชีวิต ชื่อเพลง “คนชาวนา” ราวปี พ.ศ.2498 - 2499  และครูตั้งชื่อให้ว่า  “ก้าน  แก้วสุพรรณ” นับเป็นนักร้องคนแรกที่เอาชื่อ
จังหวัดมาตั้งเป็นนามสกุล  การร้องเพลงแรกเสียงยังไม่ค่อยเข้าที่  ทำให้เพลง  คนชาวนา  ยังไม่ประสบความสำเร็จ 
            ต่อมาในปี พ.ศ.2500  “ต่อชัย  ภู่ชมพู”  แต่งเพลง   “หลงกรุง”  ให้ร้อง   ตามด้วยเพลง  “คำเตือนจากเพื่อนนา”  ปรากฏว่าเพลง
“หลงกรุง”  ดังมาก ๆ  ทำให้ชื่อของ  “ก้าน  แก้วสุพรรณ” เกิดขึ้นในวงการเพลงทันที  ต่อมา ปี พ.ศ.2501 ครู ป. แต่งให้ร้องอีกหลายเพลง เ
ช่น  แก่งคอย  หนุ่มเมืองนนท์  ชาติหน้าถ้ามี
           พอมาปี พ.ศ.2502  ก้าน  แก้วสุพรรณ  ก็ขออนุญาต ครู ป. ตั้งวงดนตรีขึ้นเป็นของตัวเอง  ครู ป. ก็อนุญาต และให้ตั้งชื่อมาให้ดู
หลาย ๆ ชื่อ ก้านก็ตั้งไปให้ท่านดู 3 – 4  ชื่อ  ครู ป. ก็เลือกเอาชื่อ  “ประกายดาว” ให้ไปเป็นชื่อวง  ก้าน  แก้วสุพรรณ ก็รวบรวมเอานักร้อง
ที่มีชื่อเสียงโด่งดังให้มาร่วมวง  มีเพื่อนรักเกลอชาวสุพรรณบุรีด้วยกันที่กำลังดัง   สุรพล  สมบัติเจริญ,  นักร้องที่ตัวเองชื่นชอบ  แต่เคย
สบประมาทตัวเองมา คือ คำรณ สัมปุณณานนท์ ก็เชิญมาด้วย  นอกนั้นยังมี เฉลิม  แก้วสมัย  วินัย  แก้วส่งศรี ฯลฯ
          ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 เป็นต้นมา  สุรพล  สมบัติเจริญ  แต่งเพลงให้ร้อง 5 เพลง  มี “น้ำตาลก้นแก้ว”  “โสนน้อยเรือนงาม”  “รอยไถแปร” 
“สาส์นสีโศก”  “คนปาดตาล”  ต่อมาเมื่อสุรพลตั้งวงเป็นของตัวเอง   ก้านก็เปลี่ยนชื่อวง “ประกายดาว” มาเป็น วง“ก้าน  แก้วสุพรรณ” ของ
ตัวเอง  นำวงเดินสายรับใช้แฟนเพลงทั่วประเทศอยู่ประมาณ 10 ปี
          หลังจากที่ “สุรพล  สมบัติเจริญ” เพื่อนรักเพื่อนเกลอ  ถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี พ.ศ.2511  ก้าน  แก้วสุพรรณ  มีความรู้สึกหดหู่ใจ  จึ
งค่อย ๆ หายไปจากวงการ และเลิกวงไปในที่สุด  แต่ก็ยังร้องอยู่ตามสวนอาหารบ้าง  เช่น สวนอาหารตาลเดี่ยว  โชคชัย  หากมีการรับเชิญ
ไปร้องตามงานต่าง ๆ ก็ยังไปรับใช้แฟนเพลงอยู่ไม่ขาด
          ในบั้นปลายชีวิต  ก้าน  แก้วสุพรรณ สุขภาพไม่ค่อยดี   และรู้ตัวว่าเป็นระเร็งลำไส้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2554  แต่เจ้าตัว
อดทนไม่ยอมปริปากบอกใคร  มีงานรับเชิญร้องเพลงที่ไหน  ก็ไปร้องด้วยใบหน้าที่ยิ้มระรื่น ไม่แสดงอาการป่วยออกมาให้ใครเห็น  ชีวิตของ
เขาดูมีแต่ความสดชื่น  พบใครเจอใครทักทายหยอกล้อแบบกันเอง ไม่ถือเนื้อถือตัว  เป็นคนสนุกสนานตลอดเวลา
กระทั่งเมื่อวันที่  12 สิงหาคม พ.ศ.2555  ในขณะที่รับเชิญไปร้องเพลงที่เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย  อาการมะเร็งกำเริบหนักถึงขนาดลำไส้แตก 
แพทย์ต้องทำการผ่าตัดลำไส้ในส่วนที่แตกทิ้ง หลังจากพักรักษาตัวอยู่จังหวัดเชียงรายได้ระยะหนึ่ง ภรรยาและลูก ๆ ก็ได้นำตัวมารักษาต่อที่
โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จังหวัดนครปฐม  จนอาการดีขึ้น และกลับไปร้องเพลง – ทำขวัญนาคได้  ท่ามกลางความดีใจของ
ครอบครัวและแฟนเพลง คิดว่า ก้าน  แก้วสุพรรณ  คงหายเป็นปกติแน่
          แต่แล้ว  เมื่อวันที่  23 กันยายน  2556  ก้าน  แก้วสุพรรณ  มีอาการปวดท้องอย่างหนัก  จนภรรยาต้องนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล
หลวงพ่อเปิ่น  อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม  เพื่อให้แพทย์ฉีดยาระงับปวด  ก่อนส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์  วัดไร่ขิง 
อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม  จนแพทย์ต้องนำเข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉินเป็นการด่วน   ทางคนหยกผู้เป็นภรรยาก็ได้แจ้งอาการป่วยไปให้
พระราชวิริยาลังการ (หลวงพ่อแย้ม)  เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงทราบ  หลวงพ่อแย้มก็ให้การดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาลเป็นอย่างดี  แต่อาการของ
ก้าน   แก้วสุพรรณ ที่เข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้  ถือว่าหนักมาก  อาการท้องบวมเนื่องมีน้ำเหลืองในลำไส้ อันเกิดจากผลของมะเร็งทำให้ปวดมาก 
จนแพทย์ต้องฉีดยาแก้ปวดเพื่อระงับปวดอยู่ตลอดเวลา 
        จนมาถึงวันที่  6  ตุลาคม พ.ศ.2556  เวลาประมาณ 05.30 น.  ก้าน  แก้วสุพรรณก็ไม่อาจจะทนต่อพิษของโรคร้ายได้   จึงเสียชีวิตลง
อย่างสงบ  ที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ วัดไร่ขิง  ท่ามกลางความโศกเศร้า อาลัยอาวรณ์ของภรรยาและบุตร  ตลอดถึงญาติพี่น้อง และบุคคล
ในวงการเพลง   สิริอายุได้  74 ปี  เจ้าภาพตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดไร่ขิง  อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม   กำหนดรดน้ำศพในวันจันทร์ที่ 
7 ตุลาคม 2556  เวลา 13.00 น.
          ก้าน  แก้วสุพรรณ  แต่งงานกับคุณหยก  หอมระรื่น    มีบุตร-ธิดาอีก 7 คน  เป็นผู้ชาย  3 คน   ผู้หญิง  4  คน 

                                                      สัมพันธ์   พัทลุง
                                              

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวลุงก้าน แก้วสุพรรณด้วยครับ
...........ขอบคุณพี่สัมพันธ์ ที่แจ้งข่าวพร้อมกับประวัติด้วยครับ..

 :SKJ_1_86: ขอบคุณพี่สัมพันธ์ พัทลุงสำหรับประวัติของลุงก้าน แก้วสุพรรณด้วยค่ะ

เป็นศิลปินอีกท่านที่จากไม่มีวันกลับ ขอให้ท่านไปสู่สุขคติครับ

ขอบคุณพี่สัมพันธ์ พัทลุงที่กรุณานำประวัติโดยละเอียดของคุณก้าน แก้วสุพรรณมาวางให้ได้อ่าน
กว่าจะได้ข้้อเท็จจริงและลงมือเขียนคงใช้เวลาไม่ใช่น้อย ขอบคุณมากครับผม

risk

ขอบคุณพี่สัมพันธ์ พัทลุง สำหรับประวัติของคุณก้าน  แก้วสุพรรณ ครับ

ขอให้ดวงวิญญาณคุณก้าน แก้วสุพรรณ ไปสู่สุคติครับ


ทุกสรรพสิ่งมีชีวิตบนโลก เมื่อถึงเวลาก็ต้องลาจาก ลาลับ
เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่คงทน นั่นเป็นอนิจจัง
 เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป..........
  ปีนี้เกิดข่าวเศร้าขึ้นกับศิลปินหลายท่านที่ค่อยทยอยกัน
ลาลับไปตามเหตุและผล วันนี้ศิลปินลูกทุ่ง ที่ผงาดอยู่ใน
วงการเพลงลูกทุ่งหลายทศวรรษ คุณ ก้าน แก้วสุพรรณ
ก็อำลาวงการเพลงลูกทุ่งอย่างไม่มีวันกลับ ขอให้ดวงวิญ
ญาณของท่านจงไปสู่สุคติที่สัมปรายภพด้วยเทอญ
  ขอบคุณพี่ สัมพันธ์ พัทลุง ที่ติดตามข่าวและนำมาประชา
สัมพันธ์ให้สมาชิกได้ทราบกันอย่างทั่วถึง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสัมพันธ์เป็นอย่างมากที่ได้เรียบเรียงประวัติความเป็นมาของก้าน แก้วสุพรรณ มาอย่างละเอียดและน่าอ่านเป็นอย่างมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้ว่านักร้องที่เอาชื่อจังหวัดสุพรรณมาใช้คือก้าน แก้วสุพรรณ   ในความรู้นิยมชมชอบในผลงานเพลงของนักร้องท่านนี้แล้วมีไม่น้อย
เสียงที่ฟังแล้วเป็นลูกทุ่งของท่านจะมิมีวันดับสลายไป
ขอให้ดวงวิญญาณของก้าน แก้วสุพรรณจงไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้าด้วยเทอญ

ขอบคุณคุณสัมพันธ์ค่ะที่ได้นำประวัติของลุงก้านมาเล่าสู่กันฟัง  ไม่น่าเชื่อนะคะว่าลุงจะมีบุตรธิดาถึง7คน
ชีวิตของนักร้องรุ่นเก่าๆจะน่าสนใจตรงที่ท่านมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ธรรมดามากเลยนะคะ  ก็ขอให้ลุงก้านไปสู่สุขคติค่ะ

หลายวันมานี้ ผมเข้ามาอ่านประวัติ หลายรอบแล้วครับ ซึ่งเป็นประวัติที่ละเอียดมากที่สุด เท่าที่ผมเคยผ่านตา
สำหรับคุณ ก้าน แก้วสุพรรณ ผมรู้จักท่านจากเพลง น้ำตาลก้นแก้ว เป็นความทรงจำแรก
รู้สึกอาลัยต่อการจากไปของท่านมากเช่นกัน ครับ

ผมขอขอบคุณมากครับ  พี่สัมพันธ์ ที่ตั้งกระทู้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไป ของคุณ ก้าน แก้วสุพรรณ
อีกทั้งยังลงข้อมูลไว้ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของครูก้าน เพลงท่านทรงคุณค่าทุกบทเพลง